ณ จุดเปลี่ยนประเทศไทย
ณ จุดเปลี่ยนประเทศไทย
อภิวัฒน์ไทย... สู่บูรพาวิถี (5)
นานากระบวนทรรศน์
มีแต่พลังของประชาชนอันกว้างใหญ่ไพศาลร่วมใจกันต่อสู้อย่างพร้อมเพรียงเท่านั้น จึงจะกอบกู้ความหายนะของประเทศชาติและสร้างชีวิตที่ดีกว่าของประชาชนได้
10 กุมภาพันธ์ 54, 12:15
ณ จุดเปลี่ยนประเทศไทย
อภิวัฒน์ไทย... สู่บูรพาวิถี (2)
โดย ยุค ศรีอาริยะ 16 พฤษภาคม 2553
สู่บูรพาวิถี ฤๅ..... จะถึงกาลกลียุค (จบ)
โดย ยุค ศรีอาริยะ 16 พฤษภาคม 2553 14:28 น.
บทสรุป
ในช่วงเริ่มแรกของการเกิดกระบวนการเสื้อเหลืองขึ้น มีเพื่อนคนหนึ่งมาคุยกับผม ขอให้ผมไปเป็นที่ปรึกษาทางการเมืองของผู้นำสำคัญของขบวนการเสื้อเหลือง
ผมตอบปฏิเสธ เพราะผมเองคิดว่าสถานการณ์การเมืองไทยจะก้าวสู่ช่วง Chaos (พลิกผันใหญ่) อีกครั้งหนึ่ง คล้ายกับเหตุการณ์หลังช่วง 14 ตุลา 16 ถึง 26
ผมคิดถึงเรื่องราวของตัวเองที่สามารถผ่านเหตุการณ์วิกฤตใหญ่ครั้ง 14 ตุลามาได้ แต่ได้อย่างสะบักสะบอม
เกือบตายหลายครั้ง ที่รอดมาได้ก็เพราะว่าหนีเอาตัวรอด แล้วจะไปกล้าให้คำปรึกษาใคร
ผมเองตระหนักรู้ว่า สภาวะ Chaos นี้มีพลังเหนือกว่าความฉลาดหรือความสามารถของใครๆ ทั้งนั้น ไม่มีใครที่จะไปควบคุมให้เป็นไปตามที่เราวางแผนได้
ทำไมถึงมีโอกาสเกิด Chaos ใหญ่
ผมคิดว่า วิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่วิกฤตธรรมดาระหว่างรัฐ (ซึ่งมากด้วยปัญหาคอร์รัปชันที่คุณธีรยุทธเรียกว่า โคตรโกง) กับประชาชน (เสื้อเหลือง) เท่านั้น ยังมีวิกฤตซ้อนวิกฤตระหว่างทุนที่ทำการผลิตจริง กับทุนโลกาภิวัตน์ (ในประเทศไทยด้วย)
ก่อนเกิดรัฐประหาร 19 กันยา ผมก็ออกมาเตือนว่า “การรัฐประหารครั้งนี้ จะนำไปสู่ฉากใหม่ของสภาวะ Chaos ที่รุนแรงมากขึ้น ไม่ใช่ลดลง”
ช่วงนั้นผมคิดว่า การใช้รัฐประหารล้มรัฐบาลซึ่งเคยได้รับคะแนนเสียงมหาศาลก่อนหน้านั้นเป็นเรื่องยากมาก
ถือว่าเป็นการชิงสุกก่อนห่าม และจะเกิดความขัดแย้งที่รุนแรงเป็นลูกโซ่ตามมาอีก
ผมจึงออกมาแสดงความเห็นต่อต้านการรัฐประหาร
ในช่วงนั้น ผมเองไม่รู้ว่าจะอธิบายสภาวะการเมืองหลังจากนี้อย่างไรดี เผอิญผมได้ไปอ่านคำทำนายเรื่อง “กลียุค” ที่เขียนไว้นานมาแล้ว ผมจึงนำเอามาอ่าน และกล่าวหลายต่อหลายครั้งเวลาผมไปพูดอภิปรายในที่ต่างๆ
บทกวีชุดนี้เขียนไว้ว่า
"ผู้มีศีลจะเสียซึ่งอำนาจ
นักปราชญ์จะตกต่ำต้อย
กระเบื้องจะเฟื่องฟูลอย
น้ำเต้าอันลอยจะถอยจม
แล้วหลังจากนั้น
กรุงประเทศราชธานี
จะเกิดกาลกลียุคทุกแห่งหน”
ในช่วงที่อภิปรายครั้งหนึ่ง มีเพื่อนถามผมว่า “ใครคือ ผู้มีศีล ซึ่งจะเสียซึ่งอำนาจ”
ผมตอบว่า “รัฐบาลสุรยุทธ์”
และผมตอบต่อไปว่า
นักปราชญ์ ก็คือ บรรดานักวิชาการจำนวนมากที่ออกมาหนุนการรัฐประหาร
กระเบื้องจะเฟื่องฟูลอย น้ำเต้าอันลอยจะถอยจม คือ การพลิกกลับมาของฝ่ายทักษิโณมิกส์
แต่ไม่ได้หมายความว่า “ฝ่ายทักษิโณมิกส์จะชนะ” แต่จะนำสู่ กาลกลียุคทุกแห่งหน
ทำไม... คุณทักษิณไม่ชนะ เพราะขบวนการ นปช. ไม่ใช่ขบวนปฏิวัติประชาธิปไตยจริงๆ แต่คือ ขบวนการของคุณทักษิณ ซึ่งใช้เงินคุณทักษิณและใช้คุณทักษิณเป็นธงนำในการเคลื่อนไหวต่อสู้
ในขณะที่ผู้คนที่ไม่ชอบคุณทักษิณก็มีมาก และจะไม่ร่วมด้วย
“แดงทั้งแผ่นดิน” จึงไม่มีทางเกิดขึ้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ ปรากฏการณ์ “แดงแยกแผ่นดิน”
ถ้ารัฐไทยและชนชั้นนำไทยแก้สถานการณ์นี้ไม่ได้ รัฐไทยอาจจะกลายเป็น Failed States ในอนาคต และพลังทางสังคมจะแตกเป็นเสี่ยงๆ แต่ไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีพลังเหนือกว่าอีกฝ่ายหนึ่งอย่างเด็ดขาด
นี่คือ สงครามที่ไม่อาจจะมีผู้ชนะ
ถ้าคุณอ่านบทกวีเรื่องกลียุคนี้ไปเรื่อยๆ เราจะรู้ว่าสังคมไทยในอนาคตจะเจอกับวิกฤตซ้อนวิกฤตขึ้นมาอีก อันเนื่องจากวิกฤตสิ่งแวดล้อม นั่นคือปรากฏการณ์ “ข้าวยากหมากแพง”
แต่ทั้งหมดก็คือ คำทำนายโบราณ...โบราณที่ค่อนข้างไม่ดีเลย
ผู้อ่านคงเริ่มสงสัยว่า ผมมองโลกแต่ในแง่ร้ายๆ จริงๆ
ผมคงตอบว่า “นี่คือ วิถีคิดตะวันออกแบบหนึ่ง”
เวลาเราดูหนังตะวันตก เรื่องราวจะมีว่า พระเอกต่อสู้กับผู้ร้าย และมักจะจบลงด้วยความสุข
พระเอกชนะผู้ร้าย และได้ทุกอย่างไป
คนที่เชื่อว่า ตัวเองเป็นนักปฏิวัติ...แบบเหวงๆ...ก็มักจะคิดแบบนี้
อยากจะเป็น นักปฏิวัติผู้ยิ่งใหญ่ ผู้นำประชาชนสู่ชัยชนะ และสามารถพลิกแผ่นดินได้ตามที่ต้องการ
แต่นิยายตะวันออกมักจะจบลงด้วยโศกนาฏกรรม เพราะโลกในความเป็นจริงไม่มีพระเอก ไม่มีผู้ร้าย และไม่มีผู้ชนะ
หรือกล่าวว่า “ทุกฝ่าย คือ ผู้แพ้”
จบแล้ว..... ก็เหลือเพียงเรื่องราวของโศกนาฏกรรมที่เล่าต่อๆ กันไป จากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง
เล่า.....ไว้ เพื่อใช้เป็นบทเรียน ให้คนรุ่นต่อไปได้ศึกษาและเรียนรู้เท่านั้น
จนกว่าจะพบกันอีก
ยุค ศรีอาริยะ